วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

IVL13CA & IVL01CA

IVL13CA & IVL01CA ทั้ง 2 ตัว มี พรีเมี่ยม น้อยสุดที่ 2.5% และ 6.6% เท่านั้น ในบรรดา DW ทั้งหมด โดย IVL13CA นั้น มีราคาซื้อขายในตลาดที่ 5.75 บาทต่อหน่วย แต่มีมูลค่าแท้จริงสูงถึง 5.38 บาทต่อหน่วย ซึ่งหมายความว่า ถ้าลงทุนซื้อ IVL13CA 1 หน่วยที่ราคา 5.75 บาท แล้วถือจนสิ้นอายุ โดยสมมติให้ราคา IVL ไม่เปลี่ยนแปลง จากวันนี้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 32.75 บาทต่อหุ้น ขณะที่ราคาใช้สิทธิอยู่ที่ 22 บาทต่อหุ้นและอัตราการใช้สิทธิอยู่ที่ 2 หน่วยต่อ 1 หุ้นเท่านั้น นั่นหมายความว่า เมื่ออาต้นทุน IVL13CA ราคา 5.75 บาท จำนวน 2 หน่วย เท่ากับ 11.50 บาท ไปรวมกับ ราคาใช้สิทธิ ซึ่งเท่ากับ 22 บาท จะมีต้นทุนรวมในการได้มาซึ่งหุ้น IVL จำนวน 1 หุ้น เท่ากับ 33.50 บาท ขณะที่ ราคา IVL ในปัจจุบัน เท่ากับ 32.75 บาท และหากราคาหุ้น IVL ในตลาด ไม่เปลี่ยนแปลง จนกระทั้งวันที่ IVL13CA หมดอายุ ก็เท่ากับว่า จะขาดทุนอยู่ 0.75 บาทต่อ 1 หุ้น ซึ่งจะอนุมานได้ว่า เป็นการขาดทุนใน IVL13CA อยู่เพียง 0.375 บาทต่อ 1 หน่วยของ IVL13CA เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคา IVL13CA นั้น In the money อยู่มาก และค่า Delta ของ IVL13CA อยู่สูงถึง 0.90 ซึ่งบ่งบอกถึงว่า หากราคา IVL เพิ่มขึ้น 1 บาท ราคา IVL13CA จะเพิ่มขึ้นถึง 0.90 บาทต่อหน่วย เช่นกัน นั่นหมายความว่า หากราคา IVL เพิ่มขึ้น 1 บาท เป็น 33.75 บาท ราคาที่คาดหวัง IVL13CA จะเท่ากับ 6.65 บาทต่อหน่วย ดังนั้น ณ. ราคาปัจจุบันของทั้ง IVL และ IVL13CA หากซื้อ IVL ในวันนี้ แล้วราคาขยับขึ้นเป็น 33.75 บาท จะได้กำไร 3% แต่หากเปลี่ยนมาเป็นซื้อ IVL13CA แทนจะเพิ่มโอกาสในการทำกำไรเป็น 15% (จากราคา 5.75 บาท ไปเป็น 6.65 บาทต่อหน่วย) ดังนั้น การเข้าซื้อ IVL13CA จะเป็นการเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับต่ำ

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553

China Seeks to Add Emerging-Market Currencies to Its Reserves

เมื่อช่วงเย็นมีข่าวในเว็ปไซ้บลูมเบลิกว่า จีนกำลังเพิ่มสกุลเงินในประเทศเกิดใหม่ (Emerging-Market Currencies) ในเงินสำรองระหว่างประเทศของตนเองที่ตอนนี้มีอยู่มากถึงกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ของรัฐบาลในประเทศต่างๆ เช่น เกาหลี ที่จีนได้เพิ่มการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของปนะเทศนี้มากขึ้นกว่า 3 เท่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ต้นปีนี้ ซึ่งขณะนี้มีพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีอยู่ในครอบครองแล้วราว  5.15 ล้านล้านวอน หรือราว 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  (เอ่อ... ไม่รู้ว่ามีพันธบัตรรัฐบาลของไทยด้วยหรือเปล่าแฮะ เพราะ คลังบอกมีเงินไหลเข้ามาที่ตลาดพันธบัตรและตราสารหนี้ไทยกว่า 1.4 แสนล้านบาทแล้ว) แต่ที่แน่ๆ คือ รองผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ไทยเองก็มีแผนที่จะเข้าซื้อพันธบัตรในสกุลเงินหยวนของจีนด้วยเช่นกัน (ซึ่งก็น่าจะดีกว่า แผนสกัดการแข็งค่าของเงินบาท ด้วยการนำเข้าสินค้าทุน ที่ยังไม่รู้ว่าจะเอามาผลิตอะไรและผลิตให้ใคร)

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เก็บภาษี 3% สกัดบาทแข็ง

ยังคงสับสนกับผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย หลัง นสพ. รายงานมาตรการสกัดบาทแข็ง ที่จะเข้าครม. อังคารนี้ โดยคลังอาจเสนอให้จัดเก็บภาษี 3% เพื่อขจัดส่วนเกินของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่มีอยู่ราว 2% ซึ่งจะช่วยสกัด hot money ที่จะเข้ามาเก็งกำไร หลังมีเงินไหลเข้าแล้วกว่า 1.4 แสนล้านบาทสู่ตลาดพันธบัตรปละตราสารหนี้ ในขณะที่ ธปท. บอกว่าการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา +0.5% ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เงินทุนไหลเข้า แต่การที่เงินไหลเข้า เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานดี ส่งออกได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% แต่ที่แน่ๆ หลายคนไม่พอใจที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่เป็น SME กำลังตาย เพราะยังไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากการแข็งค่าของค่าเงิน

ส่วนตลาดหุ้นก็กำลังรอดูว่า ถ้ารัฐมีมาตรการต่อการสกัดเงินทุนไหลเข้าโดยตรง ก็เกรงว่านักลงทุนต่างชาติจะขนเงินหนี หุ้นคงร่วงระนาว แต่ถ้าเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการนำเงินไปใช้จ่ายซื้อสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าทุน หรือ ไปลงทุนในต่างประเทศแทน ก็จะเป็นการทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิ มีไม่มากนัก ซึ่งจะช่วยให้ค่าเงินบาทมรเสถียรภาพมากขึ้น และน่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ ทุกประเทศในเอเชีย ก็คงกำลังหาวิธีสกัดเงินทุนไหลเข้าไม่ต่างกัน โดยเฉพาะ จีน และ ญี่ปุ่น ซึ่งน่าจะมีศักยภาพมากที่สุด ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ หลีกเลี่ยงยาก ที่ค่าเงินบาท จะ ไม่แข็งค่าขึ้น เว้นแต่ เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป จะดีขึ้น ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าทั้ง 2 โซนนี้เอง และจะดียิ่งขึ้น หาก FED และ ECB จะไม่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอีก

บางทีเราอาจ คิดไม่ถึงก็ได้นะว่า เงินที่ไหลเข้ามาอาจ ไม่ได้ต้องการหากำไร ก็ได้นะ แต่เป็นการทำให้ค่าเงินประเทศเหล่านั้น ไม่แข็งค่าเกินไปอยู่คนเดียว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของตนเอง ซึ่ง IMF ก็ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อ สงครามค่าเงิน ที่จะเกิดขึ้นไว้พอสมควร