วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

EPCO ปันผลระหว่างกาลอัตรา 0.13 บ./หุ้น จ่าย 20 ม.ค.54

บมจ.โรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติให้จ่ายปันผลเป็นเงินสด

วันที่คณะกรรมการมีมติ                             : 27 ธ.ค. 2553
ชนิดการปันผล                                   : จ่ายปันผลเป็นเงินสด
วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธิปันผล                : 10 ม.ค. 2554
(Record date)
วันปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้น             : 11 ม.ค. 2554
ตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์
และตลาดหลักทรัพย์
วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD)                         : 06 ม.ค. 2554
อัตราการจ่ายเงินปันผล
อัตราการจ่ายเงินปันผลหุ้นสามัญ (บาท/หุ้น)             : 0.13
มูลค่าที่ตราไว้ (Par)(บาท)                        : 1.00
วันที่จ่ายปันผล                                   : 20 ม.ค. 2554
งวดดำเนินงาน                                  : วันที่ 01 เม.ย. 2553 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2553

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธนาคารกลางจีนเพิ่มสำรองสภาพคล่องอีก 0.5%

สำนักข่าวซินหัวรายงาน ธนาคารกลางจีนประกาศเพิ่มเพดานการกันสำรองสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์อีก 0.5% โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคมเป็นต้นไป เพื่อรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง หลังจากที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) พุ่งแตะ 4.4% ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 25 เดือน

ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ใน 70 เมืองใหญ่ของจีนปรับตัวสูงขึ้น 0.3% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบรายปี

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เกาหลีใต้-สหรัฐเริ่มต้นซ้อมรบทางทะเลวันนี้ ขณะเกาหลีเหนือขู่โจมตีตอบโต้

เกาหลีใต้และสหรัฐเริ่มต้นซ้อมรบทางทะเลในวันนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากที่เกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่ไปตกยังเกาะที่อยู่ชายแดนของเกาหลีใต้ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การซ้อมรบร่วมทางทะเลระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐในทะเลเหลืองที่จะมีขึ้นเป็นเวลา 4 วัน นับจากวันนี้เป็นต้นไปนั้น จะมีการนำเรือบรรทุกเครื่องบินจอร์จ วอชิงตัน ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ของนาวิกโยธินสหรัฐเข้าร่วมการซ้อมรบกับกองเรือพิฆาตและเรือรบอื่นๆ ของเกาหลีใต้ ขณะที่เกาหลีเหนือขู่โจมตีตอบโต้การซ้อมรบของสองประเทศ

โดยเมื่อวานนี้ เกาหลีเหนือได้วิจารณ์แผนการซ้อมรบของสหรัฐและเกาหลีใต้ พร้อมขู่ว่าจะตอบโต้การซ้อมรบดังกล่าวโดยเตือนถึงผลร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง

อย่างไรก็ตาม กองทัพเกาหลีใต้ตรึงกำลังเฝ้าระวังภัยขั้นสูงสุดเพื่อรับมือในกรณีที่เกาหลีเหนือเคลื่อนไหวตอบโต้การซ้อมรบครั้งนี้

ทั้งนี้ การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้มีขึ้นเพื่อแสดงถึงแสนยานุภาพและประกาศความเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของทั้งสองประเทศ ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นในพันธะสัญญาที่จะสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค และเป็นการกระชับความร่วมมือทางกองทัพให้แน่นแฟ้นมากขึ้นต่อไป

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่ไปตกยังเกาะยอนเปียงของเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนที่เป็นข้อพิพาททางทะเลของทั้งสองประเทศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (23 พ.ย.) โดยการโจมตีเกาหลีใต้ของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลีเมื่อปี 2493 - 2496

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

จีนประกาศขึ้นเพดานสำรองอีก 0.50% 29 พ.ย.นี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนประกาศขึ้นเพดานสำรองของธนาคารพาณิชย์อีก 0.50% มีผลตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย.นี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนเพิ่งมีคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์บางแห่งเพิ่มเพดานกันสำรองขึ้น 0.5%  เพื่อพยายามควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวของธนาคารกลางจีนจะลดปริมาณเงินสดที่ภาคธนาคารจะนำไปปล่อยกู้

การประกาศขึ้นเพดานสำรองครั้งล่าสุดนี้จึงนับเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนนี้ และนับเป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้
ธนาคารกลางจีนระบุว่า การปรับขึ้นเพดานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่อง และควบคุมอุปทานสินเชื่อให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

QE2 สหรัฐ, อัตราดอกเบี้ย จีน, หนี้สินในยุโรป ไอร์แลนด์ และ การเข้มงวดในภาคอสังหาฯ ของ ธปท.

จีนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากระหว่างการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และการจัดการเงินเฟ้อที่เกิดจากการนำเข้า (imported inflation) เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะกระตุ้นให้เกิดกระแสเงินร้อนไหลเข้าประเทศอีกระลอก ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้ใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ

แต่ถึงกระนั้น ก็มีแนวโน้มสูงมากว่า ธนาคารกลางจีนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้ เนื่องจากสภาพคล่องจำนวนมากในประเทศและต่างประเทศกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหรือการคุมเข้มนโยบายการเงินใดๆ ก็ตาม อาจส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ และจะส่งผลสืบเนื่องต่อความต้องการน้ำมันและโลหะอุตสาหกรรมในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ดิ่งลง 37.80 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. มาปิดที่ระดับ 1,365.50 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,359.30 - 1,410 ดอลลาร์

ขณะที่ ค่าเงินยูโรดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 พ.ย.) หลังจากที่รัฐมนตรีคลัง 5 ชาติในยุโรป ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และอังกฤษ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า แผนช่วยเหลือทางการเงินแก่ไอร์แลนด์ที่สหภาพยุโรป (อียู) กำลังหารือกันอยู่นี้ จะไม่ส่งผลให้มูลค่าพันธบัตรที่นักลงทุนถืออยู่ปรับตัวลง หรือทำให้นักลงทุนต้องแบกรับภาระขาดทุนจากมาตรการกู้วิกฤตครั้งใหม่ให้กับประเทศในยูโรโซน

ด้านที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี20 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้ออกแถลงการณ์ปิดการประชุมวานนี้ ให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันลดค่าเงินและหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า โดยจะดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนตามกลไกตลาดมากขึ้น

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

จีน เพิ่มสัดส่วนกันสำรองเงินฝาก เพื่อควบคุมสภาพคล่อง

หู เสี่ยวเหลียน รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า การที่ธนาคารกลางจีนประกาศเพิ่มสัดส่วนกันสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เมื่อวานนี้ นับเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการควบคุมสภาพคล่อง

หูกล่าวว่า ธนาคารกลางจะติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าในจีนอย่างใกล้ชิด โดยระบุว่า จีนจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินดั้งเดิมอย่างยืดหยุ่น ซึ่งรวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยและการขึ้นสัดส่วนกันสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ (RRR) เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบธนาคารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจะปรับนโยบายการเงินแบบดั้งเดิมให้มีกลไกการทำงานที่ตรงตามเป้าหมายและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และจะพิจารณาใช้นโยบายใหม่ๆ รวมถึงกำหนดกรอบการทำงานด้านการกำกับดูแลเชิงโครงสร้างที่รัดกุม รวมถึงการเลือกใช้นโยบายการเงินให้สอดคล้องกับวงจรเศรษฐกิจ ตลอดจนกำหนดการบริหารจัดการที่รอบคอบในภาคธุรกิจเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบและเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการเงินทุนไหลเข้ารวมไปถึงดุลบัญชีของธนาคาร

ขณะเดียวกัน หูกล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรส่งเสริมการใช้สกุลเงินหยวนในการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาด และเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินในคลังสำรองเงินทุน

ปัญหาหนี้ยุโรป ฉุดเงินยูโรร่วงหนักเทียบดอลล์

ค่าเงินยูโรร่วงลงร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 พ.ย.) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป รวมทั้งข่าวที่ว่ารัฐบาลไอร์แลนด์อาจต้องขอความช่วยเหลือด้านการเงินจากสหภาพยุโรป ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่ากระแสความวิตกกังวลเรื่องหนี้สาธารณะในยุโรปอาจบดบังความพยายามของที่ประชุมสุดยอดกลุ่ม G20 ในการกำหนดนโยบายด้านสกุลเงิน

ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของไอร์แลนด์ ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันสกุลเงินยูโร ขณะที่นักวิเคราะห์กล่าวว่าความกังวลในเรื่องดังกล่าวอาจบดบังความพยายามของที่ประชุมสุดยอดกลุ่ม G20 ในการกำหนดนโยบายด้านสกุลเงิน และคาดว่าผลกระทบในด้านลบของการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสอง หรือ QE2 อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการประชุมในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ของไอร์แลนด์ หดตัวลง 1.2% สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยายตัว 0.5% ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไอร์แลนด์มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย และยังทำให้เกิดความกังวลว่าอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมในยุโรปชะลอตัวลงด้วย
นอกจากนี้ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่หดตัวลงยังตอกย้ำว่าไอร์แลนด์กำลังเผชิญกับความยากลำบากในความพยายามพยุงภาคธนาคารให้รอดพ้นจากวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรายงานว่า รัฐบาลไอร์แลนด์ได้เพิกถอนการค้ำประกันหนี้บางประเภทของธนาคารไอร์แลนด์ในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งข่าวดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลไปทั่วตลาดการเงิน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐ ยืนยันว่าสหรัฐไม่ได้พยายามทำให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเพียงเพื่อจะกระตุ้นอุตสาหกรรมส่งออก พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า ที่ประชุมสุดยอด G20 อาจบรรลุข้อตกลงเรื่องความร่วมมือด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม มาตรการ QE2 ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศใช้ในการประชุมครั้งล่าสุดได้ก่อให้เกิดแรงต่อต้านจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงจีนและเยอรมนี โดยระบุว่ามาตรการ QE2 ทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอีก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐอาจมีเจตนาที่จะปั่นค่าเงินดอลลาร์เพื่อหวังผลประโยชน์ในด้านการส่งออก

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

FED อัดฉีดเงิน 6 แสนล้านดอลล์สู่ตลาดพันธบัตร โดยจะทยอยซื้อเดือนละ 7.5 หมื่นล้านดอลล์

        ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศคงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed Funds Rate) อยู่ในกรอบ 0-0.25% ในการประชุมวานนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ได้กำหนดไว้ในการประชุมเดือนธ.ค.2008 โดยเฟดย้ำว่าจะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษต่อไปอีกระยะหนึ่ง

        ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติ 10-1 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% และระบุว่าเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อไป

        แถลงการณ์เฟดระบุว่า เฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีก 6 แสนล้านดอลลาร์ภายในกลางปีหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมลดต่ำลงสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่มีความรุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

        ทั้งนี้ เฟดจะทยอยซื้อพันธบัตรระยะยาวในวงเงินราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และจะทำการทบทวนเป็นระยะๆ เกี่ยวกับจังหวะเวลาในการเข้าซื้อพันธบัตร รวมทั้งขนาดของโครงการดังกล่าว ขณะที่จะมีการปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น โดยขึ้นอยู่กับภาวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า และการจ้างงานอยู่ในภาวะซบเซา

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

IVL13CA & IVL01CA

IVL13CA & IVL01CA ทั้ง 2 ตัว มี พรีเมี่ยม น้อยสุดที่ 2.5% และ 6.6% เท่านั้น ในบรรดา DW ทั้งหมด โดย IVL13CA นั้น มีราคาซื้อขายในตลาดที่ 5.75 บาทต่อหน่วย แต่มีมูลค่าแท้จริงสูงถึง 5.38 บาทต่อหน่วย ซึ่งหมายความว่า ถ้าลงทุนซื้อ IVL13CA 1 หน่วยที่ราคา 5.75 บาท แล้วถือจนสิ้นอายุ โดยสมมติให้ราคา IVL ไม่เปลี่ยนแปลง จากวันนี้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 32.75 บาทต่อหุ้น ขณะที่ราคาใช้สิทธิอยู่ที่ 22 บาทต่อหุ้นและอัตราการใช้สิทธิอยู่ที่ 2 หน่วยต่อ 1 หุ้นเท่านั้น นั่นหมายความว่า เมื่ออาต้นทุน IVL13CA ราคา 5.75 บาท จำนวน 2 หน่วย เท่ากับ 11.50 บาท ไปรวมกับ ราคาใช้สิทธิ ซึ่งเท่ากับ 22 บาท จะมีต้นทุนรวมในการได้มาซึ่งหุ้น IVL จำนวน 1 หุ้น เท่ากับ 33.50 บาท ขณะที่ ราคา IVL ในปัจจุบัน เท่ากับ 32.75 บาท และหากราคาหุ้น IVL ในตลาด ไม่เปลี่ยนแปลง จนกระทั้งวันที่ IVL13CA หมดอายุ ก็เท่ากับว่า จะขาดทุนอยู่ 0.75 บาทต่อ 1 หุ้น ซึ่งจะอนุมานได้ว่า เป็นการขาดทุนใน IVL13CA อยู่เพียง 0.375 บาทต่อ 1 หน่วยของ IVL13CA เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคา IVL13CA นั้น In the money อยู่มาก และค่า Delta ของ IVL13CA อยู่สูงถึง 0.90 ซึ่งบ่งบอกถึงว่า หากราคา IVL เพิ่มขึ้น 1 บาท ราคา IVL13CA จะเพิ่มขึ้นถึง 0.90 บาทต่อหน่วย เช่นกัน นั่นหมายความว่า หากราคา IVL เพิ่มขึ้น 1 บาท เป็น 33.75 บาท ราคาที่คาดหวัง IVL13CA จะเท่ากับ 6.65 บาทต่อหน่วย ดังนั้น ณ. ราคาปัจจุบันของทั้ง IVL และ IVL13CA หากซื้อ IVL ในวันนี้ แล้วราคาขยับขึ้นเป็น 33.75 บาท จะได้กำไร 3% แต่หากเปลี่ยนมาเป็นซื้อ IVL13CA แทนจะเพิ่มโอกาสในการทำกำไรเป็น 15% (จากราคา 5.75 บาท ไปเป็น 6.65 บาทต่อหน่วย) ดังนั้น การเข้าซื้อ IVL13CA จะเป็นการเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับต่ำ

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553

China Seeks to Add Emerging-Market Currencies to Its Reserves

เมื่อช่วงเย็นมีข่าวในเว็ปไซ้บลูมเบลิกว่า จีนกำลังเพิ่มสกุลเงินในประเทศเกิดใหม่ (Emerging-Market Currencies) ในเงินสำรองระหว่างประเทศของตนเองที่ตอนนี้มีอยู่มากถึงกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ของรัฐบาลในประเทศต่างๆ เช่น เกาหลี ที่จีนได้เพิ่มการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของปนะเทศนี้มากขึ้นกว่า 3 เท่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ต้นปีนี้ ซึ่งขณะนี้มีพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีอยู่ในครอบครองแล้วราว  5.15 ล้านล้านวอน หรือราว 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  (เอ่อ... ไม่รู้ว่ามีพันธบัตรรัฐบาลของไทยด้วยหรือเปล่าแฮะ เพราะ คลังบอกมีเงินไหลเข้ามาที่ตลาดพันธบัตรและตราสารหนี้ไทยกว่า 1.4 แสนล้านบาทแล้ว) แต่ที่แน่ๆ คือ รองผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ไทยเองก็มีแผนที่จะเข้าซื้อพันธบัตรในสกุลเงินหยวนของจีนด้วยเช่นกัน (ซึ่งก็น่าจะดีกว่า แผนสกัดการแข็งค่าของเงินบาท ด้วยการนำเข้าสินค้าทุน ที่ยังไม่รู้ว่าจะเอามาผลิตอะไรและผลิตให้ใคร)

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เก็บภาษี 3% สกัดบาทแข็ง

ยังคงสับสนกับผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย หลัง นสพ. รายงานมาตรการสกัดบาทแข็ง ที่จะเข้าครม. อังคารนี้ โดยคลังอาจเสนอให้จัดเก็บภาษี 3% เพื่อขจัดส่วนเกินของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่มีอยู่ราว 2% ซึ่งจะช่วยสกัด hot money ที่จะเข้ามาเก็งกำไร หลังมีเงินไหลเข้าแล้วกว่า 1.4 แสนล้านบาทสู่ตลาดพันธบัตรปละตราสารหนี้ ในขณะที่ ธปท. บอกว่าการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา +0.5% ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เงินทุนไหลเข้า แต่การที่เงินไหลเข้า เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานดี ส่งออกได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% แต่ที่แน่ๆ หลายคนไม่พอใจที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่เป็น SME กำลังตาย เพราะยังไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากการแข็งค่าของค่าเงิน

ส่วนตลาดหุ้นก็กำลังรอดูว่า ถ้ารัฐมีมาตรการต่อการสกัดเงินทุนไหลเข้าโดยตรง ก็เกรงว่านักลงทุนต่างชาติจะขนเงินหนี หุ้นคงร่วงระนาว แต่ถ้าเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการนำเงินไปใช้จ่ายซื้อสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าทุน หรือ ไปลงทุนในต่างประเทศแทน ก็จะเป็นการทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิ มีไม่มากนัก ซึ่งจะช่วยให้ค่าเงินบาทมรเสถียรภาพมากขึ้น และน่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ ทุกประเทศในเอเชีย ก็คงกำลังหาวิธีสกัดเงินทุนไหลเข้าไม่ต่างกัน โดยเฉพาะ จีน และ ญี่ปุ่น ซึ่งน่าจะมีศักยภาพมากที่สุด ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ หลีกเลี่ยงยาก ที่ค่าเงินบาท จะ ไม่แข็งค่าขึ้น เว้นแต่ เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป จะดีขึ้น ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าทั้ง 2 โซนนี้เอง และจะดียิ่งขึ้น หาก FED และ ECB จะไม่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอีก

บางทีเราอาจ คิดไม่ถึงก็ได้นะว่า เงินที่ไหลเข้ามาอาจ ไม่ได้ต้องการหากำไร ก็ได้นะ แต่เป็นการทำให้ค่าเงินประเทศเหล่านั้น ไม่แข็งค่าเกินไปอยู่คนเดียว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของตนเอง ซึ่ง IMF ก็ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อ สงครามค่าเงิน ที่จะเกิดขึ้นไว้พอสมควร