ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะดัชนีตลาดหุ้นไทยดัชนี SET ซื้อขายรอบบ่าย ณ เวลา 16.07 น. ลบ 19.31 จุด หรือ 1.89% มาที่ 1,002.85 จุด ระหว่างวันดัชนีปรับตัวลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 1,000.96 จุด ดัชนีปรับตัวลงต่อเนื่องจากภาคเช้าเนื่องจากมีแรงเทขายเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นมาเก็ตแคปขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน และแบงก์
บล.เอเซีย พลัสระบุในบทวิเคราะห์ว่า ช่วงนี้น่าจะเกิดเหตุการณ์เงินไหลออกจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทน Outperform ผลตอบแทนทั่วโลกไปเมื่อปีก่อน ย้ายไปยังกลุ่มประเทศที่ Underperform และส่วนหนึ่งย้อนกลับไปยังประเทศพัฒนาแล้ว หลังหุ้นในประเทศเกิดใหม่ล้วนให้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพึงพอใจและระดับปัจจุบันก็ถือว่าอยู่ในระดับแพงเมื่อเทียบกับหุน้ ในกลุ่มประเทศพัฒนา โดยมองว่าดัชนีอาจปรับตัวลงต่อเนื่องไปอีกซักระยะ และน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ SET ต้องเน้นการเคลื่อนไหว Sideway เชิงลบต่อไปอีกซักระยะหนึ่ง ซึ่งคาดว่าหากดัชนีหลุด 1,000 จุด ดัชนีก็จะน่าจะหยุดไหลที่ ระดับประมาณ 980 จุด
วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554
โบรกชี้เสี่ยงถูกฝรั่งทิ้ง ราคาแพงกว่าภูมิภาค
หุ้นกลุ่มแบงก์ มีความเสี่ยงต่อการถูกขายทำกำไร หลังจากทยอยประกาศงบการเงินสัปดาห์นี้: หลังจากราคาหุ้นรับรู้ข่าวดีไปในราคาหุ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น
a. การได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง. (เราพบว่า BBL KTB Outperform จากเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการขึ้นดอกเบี้ย)
b. การเก็งกำไรผลกำไร 4Q/10-2010F ที่คาดว่าจะดีต่อเนื่อง (โดย BAY Outperform จากเป็นแบงก์กำไรเด่น)
หรือ
c. กระแสเชิงบวกจากการให้น้ำหนัก Overweight กลุ่มแบงก์ในระดับ Regional
CNS แนะนำ ขายทำกำไรระยะสั้น (1-2 เดือน) สำหรับหุ้นกลุ่มแบงก์ และคาดมี Downside 8% อิงจาก
1.ต่างชาติลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทย และกลุ่มแบงก์เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของตลาดรวม ด้วยขนาด Market Cap 19% ของตลาดรวม (มีผลต่อ Index และเป็นตัวแทนของ Fund flow ต่างชาติ)
2.ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ไทยเมื่อเทียบกับในภูมิภาค จัดอยู่ในระดับแพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเฉพาะ Nomura แนะนำให้ลงทุนหุ้นแบงก์สิงคโปร์ แบงก์จีน ที่ถูกกว่า ทดแทน
3.โอกาสของการเกิด Surprise ใหม่ ต่อกลุ่มการเงิน คาดว่ามีจำกัด ยกเว้น การเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นส่วนความเสี่ยงคือ สินเชื่อที่ชะลอตัวในไตรมาส 1 ของทุกปีตามผลกระทบฤดูกาล การตั้งสำรองมาตรฐานบัญชีใหม่ Employee benefit ที่มีผลตั้งแต่ปีนี้ เป็นต้นไป ฯลฯ
a. การได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง. (เราพบว่า BBL KTB Outperform จากเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการขึ้นดอกเบี้ย)
b. การเก็งกำไรผลกำไร 4Q/10-2010F ที่คาดว่าจะดีต่อเนื่อง (โดย BAY Outperform จากเป็นแบงก์กำไรเด่น)
หรือ
c. กระแสเชิงบวกจากการให้น้ำหนัก Overweight กลุ่มแบงก์ในระดับ Regional
CNS แนะนำ ขายทำกำไรระยะสั้น (1-2 เดือน) สำหรับหุ้นกลุ่มแบงก์ และคาดมี Downside 8% อิงจาก
1.ต่างชาติลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทย และกลุ่มแบงก์เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของตลาดรวม ด้วยขนาด Market Cap 19% ของตลาดรวม (มีผลต่อ Index และเป็นตัวแทนของ Fund flow ต่างชาติ)
2.ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ไทยเมื่อเทียบกับในภูมิภาค จัดอยู่ในระดับแพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเฉพาะ Nomura แนะนำให้ลงทุนหุ้นแบงก์สิงคโปร์ แบงก์จีน ที่ถูกกว่า ทดแทน
3.โอกาสของการเกิด Surprise ใหม่ ต่อกลุ่มการเงิน คาดว่ามีจำกัด ยกเว้น การเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นส่วนความเสี่ยงคือ สินเชื่อที่ชะลอตัวในไตรมาส 1 ของทุกปีตามผลกระทบฤดูกาล การตั้งสำรองมาตรฐานบัญชีใหม่ Employee benefit ที่มีผลตั้งแต่ปีนี้ เป็นต้นไป ฯลฯ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)