เกาหลีใต้และสหรัฐเริ่มต้นซ้อมรบทางทะเลในวันนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากที่เกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่ไปตกยังเกาะที่อยู่ชายแดนของเกาหลีใต้ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การซ้อมรบร่วมทางทะเลระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐในทะเลเหลืองที่จะมีขึ้นเป็นเวลา 4 วัน นับจากวันนี้เป็นต้นไปนั้น จะมีการนำเรือบรรทุกเครื่องบินจอร์จ วอชิงตัน ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ของนาวิกโยธินสหรัฐเข้าร่วมการซ้อมรบกับกองเรือพิฆาตและเรือรบอื่นๆ ของเกาหลีใต้ ขณะที่เกาหลีเหนือขู่โจมตีตอบโต้การซ้อมรบของสองประเทศ
โดยเมื่อวานนี้ เกาหลีเหนือได้วิจารณ์แผนการซ้อมรบของสหรัฐและเกาหลีใต้ พร้อมขู่ว่าจะตอบโต้การซ้อมรบดังกล่าวโดยเตือนถึงผลร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง
อย่างไรก็ตาม กองทัพเกาหลีใต้ตรึงกำลังเฝ้าระวังภัยขั้นสูงสุดเพื่อรับมือในกรณีที่เกาหลีเหนือเคลื่อนไหวตอบโต้การซ้อมรบครั้งนี้
ทั้งนี้ การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้มีขึ้นเพื่อแสดงถึงแสนยานุภาพและประกาศความเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของทั้งสองประเทศ ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นในพันธะสัญญาที่จะสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค และเป็นการกระชับความร่วมมือทางกองทัพให้แน่นแฟ้นมากขึ้นต่อไป
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่ไปตกยังเกาะยอนเปียงของเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนที่เป็นข้อพิพาททางทะเลของทั้งสองประเทศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (23 พ.ย.) โดยการโจมตีเกาหลีใต้ของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลีเมื่อปี 2493 - 2496
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
จีนประกาศขึ้นเพดานสำรองอีก 0.50% 29 พ.ย.นี้
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนประกาศขึ้นเพดานสำรองของธนาคารพาณิชย์อีก 0.50% มีผลตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย.นี้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนเพิ่งมีคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์บางแห่งเพิ่มเพดานกันสำรองขึ้น 0.5% เพื่อพยายามควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวของธนาคารกลางจีนจะลดปริมาณเงินสดที่ภาคธนาคารจะนำไปปล่อยกู้
การประกาศขึ้นเพดานสำรองครั้งล่าสุดนี้จึงนับเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนนี้ และนับเป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้
ธนาคารกลางจีนระบุว่า การปรับขึ้นเพดานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่อง และควบคุมอุปทานสินเชื่อให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนเพิ่งมีคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์บางแห่งเพิ่มเพดานกันสำรองขึ้น 0.5% เพื่อพยายามควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวของธนาคารกลางจีนจะลดปริมาณเงินสดที่ภาคธนาคารจะนำไปปล่อยกู้
การประกาศขึ้นเพดานสำรองครั้งล่าสุดนี้จึงนับเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนนี้ และนับเป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้
ธนาคารกลางจีนระบุว่า การปรับขึ้นเพดานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่อง และควบคุมอุปทานสินเชื่อให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล
วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
QE2 สหรัฐ, อัตราดอกเบี้ย จีน, หนี้สินในยุโรป ไอร์แลนด์ และ การเข้มงวดในภาคอสังหาฯ ของ ธปท.
จีนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากระหว่างการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และการจัดการเงินเฟ้อที่เกิดจากการนำเข้า (imported inflation) เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะกระตุ้นให้เกิดกระแสเงินร้อนไหลเข้าประเทศอีกระลอก ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้ใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ
แต่ถึงกระนั้น ก็มีแนวโน้มสูงมากว่า ธนาคารกลางจีนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้ เนื่องจากสภาพคล่องจำนวนมากในประเทศและต่างประเทศกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหรือการคุมเข้มนโยบายการเงินใดๆ ก็ตาม อาจส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ และจะส่งผลสืบเนื่องต่อความต้องการน้ำมันและโลหะอุตสาหกรรมในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ดิ่งลง 37.80 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. มาปิดที่ระดับ 1,365.50 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,359.30 - 1,410 ดอลลาร์
ขณะที่ ค่าเงินยูโรดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 พ.ย.) หลังจากที่รัฐมนตรีคลัง 5 ชาติในยุโรป ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และอังกฤษ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า แผนช่วยเหลือทางการเงินแก่ไอร์แลนด์ที่สหภาพยุโรป (อียู) กำลังหารือกันอยู่นี้ จะไม่ส่งผลให้มูลค่าพันธบัตรที่นักลงทุนถืออยู่ปรับตัวลง หรือทำให้นักลงทุนต้องแบกรับภาระขาดทุนจากมาตรการกู้วิกฤตครั้งใหม่ให้กับประเทศในยูโรโซน
ด้านที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี20 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้ออกแถลงการณ์ปิดการประชุมวานนี้ ให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันลดค่าเงินและหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า โดยจะดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนตามกลไกตลาดมากขึ้น
แต่ถึงกระนั้น ก็มีแนวโน้มสูงมากว่า ธนาคารกลางจีนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้ เนื่องจากสภาพคล่องจำนวนมากในประเทศและต่างประเทศกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหรือการคุมเข้มนโยบายการเงินใดๆ ก็ตาม อาจส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ และจะส่งผลสืบเนื่องต่อความต้องการน้ำมันและโลหะอุตสาหกรรมในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ดิ่งลง 37.80 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. มาปิดที่ระดับ 1,365.50 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,359.30 - 1,410 ดอลลาร์
ขณะที่ ค่าเงินยูโรดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 พ.ย.) หลังจากที่รัฐมนตรีคลัง 5 ชาติในยุโรป ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และอังกฤษ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า แผนช่วยเหลือทางการเงินแก่ไอร์แลนด์ที่สหภาพยุโรป (อียู) กำลังหารือกันอยู่นี้ จะไม่ส่งผลให้มูลค่าพันธบัตรที่นักลงทุนถืออยู่ปรับตัวลง หรือทำให้นักลงทุนต้องแบกรับภาระขาดทุนจากมาตรการกู้วิกฤตครั้งใหม่ให้กับประเทศในยูโรโซน
ด้านที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี20 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้ออกแถลงการณ์ปิดการประชุมวานนี้ ให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันลดค่าเงินและหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า โดยจะดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนตามกลไกตลาดมากขึ้น
วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
จีน เพิ่มสัดส่วนกันสำรองเงินฝาก เพื่อควบคุมสภาพคล่อง
หู เสี่ยวเหลียน รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า การที่ธนาคารกลางจีนประกาศเพิ่มสัดส่วนกันสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เมื่อวานนี้ นับเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการควบคุมสภาพคล่อง
นอกจากนี้ ธนาคารกลางจะปรับนโยบายการเงินแบบดั้งเดิมให้มีกลไกการทำงานที่ตรงตามเป้าหมายและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และจะพิจารณาใช้นโยบายใหม่ๆ รวมถึงกำหนดกรอบการทำงานด้านการกำกับดูแลเชิงโครงสร้างที่รัดกุม รวมถึงการเลือกใช้นโยบายการเงินให้สอดคล้องกับวงจรเศรษฐกิจ ตลอดจนกำหนดการบริหารจัดการที่รอบคอบในภาคธุรกิจเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบและเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการเงินทุนไหลเข้ารวมไปถึงดุลบัญชีของธนาคาร
ขณะเดียวกัน หูกล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรส่งเสริมการใช้สกุลเงินหยวนในการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาด และเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินในคลังสำรองเงินทุน
ปัญหาหนี้ยุโรป ฉุดเงินยูโรร่วงหนักเทียบดอลล์
ค่าเงินยูโรร่วงลงร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 พ.ย.) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป รวมทั้งข่าวที่ว่ารัฐบาลไอร์แลนด์อาจต้องขอความช่วยเหลือด้านการเงินจากสหภาพยุโรป ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่ากระแสความวิตกกังวลเรื่องหนี้สาธารณะในยุโรปอาจบดบังความพยายามของที่ประชุมสุดยอดกลุ่ม G20 ในการกำหนดนโยบายด้านสกุลเงิน
ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของไอร์แลนด์ ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันสกุลเงินยูโร ขณะที่นักวิเคราะห์กล่าวว่าความกังวลในเรื่องดังกล่าวอาจบดบังความพยายามของที่ประชุมสุดยอดกลุ่ม G20 ในการกำหนดนโยบายด้านสกุลเงิน และคาดว่าผลกระทบในด้านลบของการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสอง หรือ QE2 อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการประชุมในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ของไอร์แลนด์ หดตัวลง 1.2% สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยายตัว 0.5% ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไอร์แลนด์มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย และยังทำให้เกิดความกังวลว่าอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมในยุโรปชะลอตัวลงด้วย
นอกจากนี้ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่หดตัวลงยังตอกย้ำว่าไอร์แลนด์กำลังเผชิญกับความยากลำบากในความพยายามพยุงภาคธนาคารให้รอดพ้นจากวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรายงานว่า รัฐบาลไอร์แลนด์ได้เพิกถอนการค้ำประกันหนี้บางประเภทของธนาคารไอร์แลนด์ในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งข่าวดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลไปทั่วตลาดการเงิน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐ ยืนยันว่าสหรัฐไม่ได้พยายามทำให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเพียงเพื่อจะกระตุ้นอุตสาหกรรมส่งออก พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า ที่ประชุมสุดยอด G20 อาจบรรลุข้อตกลงเรื่องความร่วมมือด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม มาตรการ QE2 ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศใช้ในการประชุมครั้งล่าสุดได้ก่อให้เกิดแรงต่อต้านจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงจีนและเยอรมนี โดยระบุว่ามาตรการ QE2 ทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอีก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐอาจมีเจตนาที่จะปั่นค่าเงินดอลลาร์เพื่อหวังผลประโยชน์ในด้านการส่งออก
ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของไอร์แลนด์ ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันสกุลเงินยูโร ขณะที่นักวิเคราะห์กล่าวว่าความกังวลในเรื่องดังกล่าวอาจบดบังความพยายามของที่ประชุมสุดยอดกลุ่ม G20 ในการกำหนดนโยบายด้านสกุลเงิน และคาดว่าผลกระทบในด้านลบของการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสอง หรือ QE2 อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการประชุมในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ของไอร์แลนด์ หดตัวลง 1.2% สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยายตัว 0.5% ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไอร์แลนด์มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย และยังทำให้เกิดความกังวลว่าอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมในยุโรปชะลอตัวลงด้วย
นอกจากนี้ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่หดตัวลงยังตอกย้ำว่าไอร์แลนด์กำลังเผชิญกับความยากลำบากในความพยายามพยุงภาคธนาคารให้รอดพ้นจากวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรายงานว่า รัฐบาลไอร์แลนด์ได้เพิกถอนการค้ำประกันหนี้บางประเภทของธนาคารไอร์แลนด์ในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งข่าวดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลไปทั่วตลาดการเงิน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐ ยืนยันว่าสหรัฐไม่ได้พยายามทำให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเพียงเพื่อจะกระตุ้นอุตสาหกรรมส่งออก พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า ที่ประชุมสุดยอด G20 อาจบรรลุข้อตกลงเรื่องความร่วมมือด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม มาตรการ QE2 ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศใช้ในการประชุมครั้งล่าสุดได้ก่อให้เกิดแรงต่อต้านจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงจีนและเยอรมนี โดยระบุว่ามาตรการ QE2 ทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอีก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐอาจมีเจตนาที่จะปั่นค่าเงินดอลลาร์เพื่อหวังผลประโยชน์ในด้านการส่งออก
วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
FED อัดฉีดเงิน 6 แสนล้านดอลล์สู่ตลาดพันธบัตร โดยจะทยอยซื้อเดือนละ 7.5 หมื่นล้านดอลล์
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศคงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed Funds Rate) อยู่ในกรอบ 0-0.25% ในการประชุมวานนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ได้กำหนดไว้ในการประชุมเดือนธ.ค.2008 โดยเฟดย้ำว่าจะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติ 10-1 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% และระบุว่าเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อไป
แถลงการณ์เฟดระบุว่า เฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีก 6 แสนล้านดอลลาร์ภายในกลางปีหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมลดต่ำลงสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่มีความรุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
ทั้งนี้ เฟดจะทยอยซื้อพันธบัตรระยะยาวในวงเงินราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และจะทำการทบทวนเป็นระยะๆ เกี่ยวกับจังหวะเวลาในการเข้าซื้อพันธบัตร รวมทั้งขนาดของโครงการดังกล่าว ขณะที่จะมีการปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น โดยขึ้นอยู่กับภาวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า และการจ้างงานอยู่ในภาวะซบเซา
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติ 10-1 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% และระบุว่าเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อไป
แถลงการณ์เฟดระบุว่า เฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีก 6 แสนล้านดอลลาร์ภายในกลางปีหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมลดต่ำลงสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่มีความรุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
ทั้งนี้ เฟดจะทยอยซื้อพันธบัตรระยะยาวในวงเงินราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และจะทำการทบทวนเป็นระยะๆ เกี่ยวกับจังหวะเวลาในการเข้าซื้อพันธบัตร รวมทั้งขนาดของโครงการดังกล่าว ขณะที่จะมีการปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น โดยขึ้นอยู่กับภาวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า และการจ้างงานอยู่ในภาวะซบเซา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)