จีนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากระหว่างการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และการจัดการเงินเฟ้อที่เกิดจากการนำเข้า (imported inflation) เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะกระตุ้นให้เกิดกระแสเงินร้อนไหลเข้าประเทศอีกระลอก ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้ใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ
แต่ถึงกระนั้น ก็มีแนวโน้มสูงมากว่า ธนาคารกลางจีนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้ เนื่องจากสภาพคล่องจำนวนมากในประเทศและต่างประเทศกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหรือการคุมเข้มนโยบายการเงินใดๆ ก็ตาม อาจส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ และจะส่งผลสืบเนื่องต่อความต้องการน้ำมันและโลหะอุตสาหกรรมในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ดิ่งลง 37.80 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. มาปิดที่ระดับ 1,365.50 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,359.30 - 1,410 ดอลลาร์
ขณะที่ ค่าเงินยูโรดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 พ.ย.) หลังจากที่รัฐมนตรีคลัง 5 ชาติในยุโรป ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และอังกฤษ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า แผนช่วยเหลือทางการเงินแก่ไอร์แลนด์ที่สหภาพยุโรป (อียู) กำลังหารือกันอยู่นี้ จะไม่ส่งผลให้มูลค่าพันธบัตรที่นักลงทุนถืออยู่ปรับตัวลง หรือทำให้นักลงทุนต้องแบกรับภาระขาดทุนจากมาตรการกู้วิกฤตครั้งใหม่ให้กับประเทศในยูโรโซน
ด้านที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี20 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้ออกแถลงการณ์ปิดการประชุมวานนี้ ให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันลดค่าเงินและหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า โดยจะดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนตามกลไกตลาดมากขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น