วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เก็บภาษี 3% สกัดบาทแข็ง

ยังคงสับสนกับผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย หลัง นสพ. รายงานมาตรการสกัดบาทแข็ง ที่จะเข้าครม. อังคารนี้ โดยคลังอาจเสนอให้จัดเก็บภาษี 3% เพื่อขจัดส่วนเกินของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่มีอยู่ราว 2% ซึ่งจะช่วยสกัด hot money ที่จะเข้ามาเก็งกำไร หลังมีเงินไหลเข้าแล้วกว่า 1.4 แสนล้านบาทสู่ตลาดพันธบัตรปละตราสารหนี้ ในขณะที่ ธปท. บอกว่าการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา +0.5% ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เงินทุนไหลเข้า แต่การที่เงินไหลเข้า เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานดี ส่งออกได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% แต่ที่แน่ๆ หลายคนไม่พอใจที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่เป็น SME กำลังตาย เพราะยังไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากการแข็งค่าของค่าเงิน

ส่วนตลาดหุ้นก็กำลังรอดูว่า ถ้ารัฐมีมาตรการต่อการสกัดเงินทุนไหลเข้าโดยตรง ก็เกรงว่านักลงทุนต่างชาติจะขนเงินหนี หุ้นคงร่วงระนาว แต่ถ้าเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการนำเงินไปใช้จ่ายซื้อสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าทุน หรือ ไปลงทุนในต่างประเทศแทน ก็จะเป็นการทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิ มีไม่มากนัก ซึ่งจะช่วยให้ค่าเงินบาทมรเสถียรภาพมากขึ้น และน่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ ทุกประเทศในเอเชีย ก็คงกำลังหาวิธีสกัดเงินทุนไหลเข้าไม่ต่างกัน โดยเฉพาะ จีน และ ญี่ปุ่น ซึ่งน่าจะมีศักยภาพมากที่สุด ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ หลีกเลี่ยงยาก ที่ค่าเงินบาท จะ ไม่แข็งค่าขึ้น เว้นแต่ เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป จะดีขึ้น ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าทั้ง 2 โซนนี้เอง และจะดียิ่งขึ้น หาก FED และ ECB จะไม่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอีก

บางทีเราอาจ คิดไม่ถึงก็ได้นะว่า เงินที่ไหลเข้ามาอาจ ไม่ได้ต้องการหากำไร ก็ได้นะ แต่เป็นการทำให้ค่าเงินประเทศเหล่านั้น ไม่แข็งค่าเกินไปอยู่คนเดียว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของตนเอง ซึ่ง IMF ก็ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อ สงครามค่าเงิน ที่จะเกิดขึ้นไว้พอสมควร

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ10 ตุลาคม 2553 เวลา 22:08

    อ่านแล้วดีคับ...ข้อมูลจะเปลี่ยนทุกวันไม๊คับ

    ตอบลบ